99 FLAVA

99 FLAVA

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

ลีลาการเต้น B-BOY ขั้นเทพ

ลีลาการเต้น B-BOY ขั้นเทพ
การเต้นแบบ "b boy" หรือ เบรคเด๊นซ์ บอย ผมไปเที่ยวที่ไหนก็เห็นเด็กวัยรุ่นเต้นกันแบบนี้ ทีแรกไม่รู้ว่าคืออะไร แต่พอมาหาข้อมูลก็ถึงรู้ว่าคนไทยเรียกกันว่าเต้นแบบ B-BOY ตั้งแต่ผมทำเว็บครั้งแรกต้นปี 2553 ที่จังหวัดลำปาง ที่สวนเขลางก็มีการเต้นแบบนี้เสียดายตอนนั้นเดินผ่านไปเล่นเทนนิสทุกวันไม่ได้ถ่ายคลิปไว้ ต่อมาไปเที่ยวที่จังหวัดไหนก็เจอประจำครับ ตอนที่ mr.hotsia ไปที่ขอนแก่นก็มีที่ถนนคนเดินดูคลิปเต้น B-Boy ของขอนแก่นด้านล่างครับ
วันนี้มาเที่ยวที่จังหวัดอุบลราชธานี ที่บิกซีอุบลก็มีครับ ผมจึงได้ idea ว่าผมจะรวบรวมคลิปเต้นบีบอยลงให้ในหน้านี้และเพิ่มต่อไปเรื่อยๆ ไปจังหวัดไหน ประเทศไหนเจอก็จะสะสมให้ที่หน้านี้ครับ ใครที่ชอบดูชอบเต้น ต้องงการเรียนการเต้น bboy หรือหาคนสอนจากคลิปวีดีโอ b-boy จะได้ดูที่เว็บไซต์ http://www.hotsia.com/ หน้าบีบอยนี้ครับ
เต้นบีบอยที่ผมเห็นของอุบลมีอยู่คนหนึ่งเอามือเดียวแตะพื้นยกขาบนอากาศ เต้นบีบอยอยู่ในท่านนี้เกือบนาที ชั้นเทพจริงๆ ในแต่ละกลุ่มของการเต้น b boy จะมีคนมีความสามารถไม่เท่ากัน เป็นที่รู้กันในกลุ่มครับ เขาเหล่านี้ต้องแข็งแรง ยามว่างออกกำลังกาย ผมเห็นหลายคนยึดพื้นตอนรอคิวเต้น ผมว่าดีแล้วที่วัยรุ่นไทยใส่ใจสนใจเต้น b boy ดีกว่าเอาเวลาไปมั่วสุมอย่างอื่นๆ เพราะหากรักที่จะเต้นบีบอย ต้องแข็งแรงไปเสพยาอยู่ก็เต้นอวดเพื่อนไม่ไหวครับ
รูปแบบการเต้นบีบอยแบบของวัยรุ่นไทย จะเอาเพลงมาเปิดกันข้างทาง หรือถนนคนเดิน หรือชุมชน แล้วสลับกันออกมาเต้นหมุนเวียนกันไปไม่มีหยุด ใครที่ยังไม่ได้ออกมาก็ซ้อมรอคิว หรือก็นั่งดูทักษะการเต้นบีบอยขั้นเทพของคนอื่นไป ผมชอบไปยืนดูทุกที่ที่มีการต้น b-boy ครับ และจะรวมคลิปเต้นบีบอยขั้นเทพให้มากที่สุดในหน้านี้ด้วย mr.Hotsia 2553
ข้อมูลเพิ่มเติมจากไซต์ wiki กล่าวว่า บี-บอย (อังกฤษ: B-boy) หรือ บี-เกิร์ล (อังกฤษ: B-girl) คือคนที่ชื่นชอบในวัฒนธรรมฮิปฮอป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเต้นเบรกแด๊นซ์ ที่มาของคำมาจากดีเจฮิปฮอปที่ชื่อ ดีเจ คู เฮิร์ก (อังกฤษ: DJ Kool Herc) ที่สังเกตว่ามีการตอบรับของกลุ่มนักเต้นในขณะที่เขาเปิดเพลงอยู่ โดยได้ตั้งชื่อพวกเขาว่าเป็น บีต-บอย (อังกฤษ: beat-boy) หรือ บี-บอย

กลุ่มบี-บอย สังเกตได้จากการแต่งกาย รสนิยมการฟังเพลง หรือวิถีชีวิต แต่ในปีหลัง ๆ จะดูเฉพาะเจาะจงเฉพาะกลุ่มนักเต้น

เบรกกิ้ง (Breaking) หรือ บี-บอยอิ่ง (b-boying) โดยทั่วไปจะเรียกกันในชื่อ Breakdance (เบรกแดนซ์) เป็นรูปแบบการเต้นที่พัฒนา ในส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฮิปฮอป ในกลุ่มวัยรุ่นคนดำและละตินอเมริกา ในเซาท์บรองซ์ในระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1970 คำว่า บี-บอย มาจากคำว่า เบรกบอย (break boy) ด้วยเหตุผลที่พวกเขาจะเป็นพวกเต้นโดยเฉพาะ. โดยจะเต้นทั้งในแนวเพลงฮิปฮอป, ฟังค์ และ แนวเพลงอื่น ๆ ด้วยที่มักเป็นดนตรีรีมิกซ์ ที่คั่นระหว่างเพลงพัก

4 องค์ประกอบเบื้องต้นมาจากรากฐานในการเต้น เบรกกิ้ง (Breaking) องค์ประกอบแรกคือ ท๊อปร็อก (TopRock) คำศัพท์ที่ว่านี้จะหมายถึง เป็นการเต้นที่ มีรูปแบบเป็นลักษณะยืนเต้นซึ่งแปลตรงตัวเลยตามคำคือ Top แปลว่าด้านบน Rock คือการเขย่าหรือโยก นั่นเอง องค์ประกอบที่ 2 ดาวน์ร็อก (Downrock) แปลตรงตัวอีกเช่นกัน คือ Down แปลว่า ด้านล่าง Rock แปลว่าเขย่าหรือโยก แปลรวมกันคือ การเต้นแบบด้านล่าง ซึ่งจะเรียกกันอีกอย่างว่า ฟุตเวิร์ก (Footwork) เป็นการเต้นลงบนพื้น องค์ประกอบที่ 3 คือ ฟรีซ (Freeze) เป็นท่าจบ โดยจะ จะหยุดโพสท่าต่างๆ เมื่อต้องการที่จะทำการจบการเต้น หรือ ต้องการหยุดตามจังหวะเพลง อาจจะเป็นท่าโพสท่าแบบธรรมดา หรือ เป็นท่าที่ผาดโผนก็ได้ เช่น โพสแบบกลับหัว องค์ประกอบที่ 4 คือ พาวเวอร์มูฟ (Powermove) เป็นท่าที่ใช้พลังของ ร่างกายและแรงเหวี่ยง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นท่าที่ผาดโผนโดยเป็นส่วนของในการเคลื่อนไหว ในการทำท่าหมุนบนพื้นหรือบนอากาศ

คำว่า เบรกแดนซ์ซิ่ง (breakdancing) จะยังไม่เป็นที่ยอมรับในวัฒนธรรมฮิปฮอป เพราะเป็นคำที่แต่งขึ้นมาโดยสื่อมวลชนเพื่ออธิบาย การเบรกกิง หรือ บี-บอย บนถนน ผู้บุกเบิกรูปแบบศิลปะส่วนใหญ่และผู้ฝึกที่โด่งดัง เรียกท่าเต้นดังกล่าว ว่า บี-บอยอิง (b-boying)

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

ชีวิต ชาว B-Boy 

ความจริงแห่งชีวิตของชาว B-Boy 

ลีลาการเต้นของเหล่า B-Boy 
       ถ้าจะเอ่ยถึง กิจกรรมของวัยรุ่นในปัจจุบันนั้นล้วนมีมากมายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา การเล่นเกม ดูทีวี เป็นต้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้ววัยรุ่นจะชอบทำกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถ แปลก แหวกแนว ไม่ซ้ำแบบใคร

มีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว
      
       ทั้งนี้ หนึ่งในกิจกรรมที่วัยรุ่นเลือกและสามารถที่จะตอบโจทย์ให้กับพวกเขาได้ นั่นคือ การเต้น B-Boy ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งกิจกรรมที่วัยรุ่นทั้งชายและหญิงนิยมกันมาก โดยจะมีการจับกลุ่มกันเพื่อฝึกการเต้นตามจุดนัดพบต่างๆ
ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
      
       การเต้น B-Boy คือ การเต้นที่ต้องใช้พละกำลังมาก ใช้ท่วงท่าที่ดูหนักหน่วง และดูเป็นธรรมชาติที่สุด โดยการเต้นมักจะใช้ท่าสเต็ปเท้าเป็นหลัก ส่วนท่ามือไม่ได้ใช้กันแต่มักจะปล่อยเป็นฟรีสไตล์ทำให้การเต้นดูมีความพลิ้ว
ไหวมากขึ้น และลำตัวจะปล่อยไปตามธรรมชาติ ส่วนท่าหมุนต่างๆ มักใช้หลักการหมุนตามธรรมชาติมาช่วย ฉะนั้นการเต้น B-Boy จึงเป็นการผสมผสานส่วนต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะ ลำตัว มือ เท้า เข้าด้วยกัน
      
       ถ้าเป็นนักเต้นที่เป็นผู้ชาย ศัพท์แสงที่ใช้ ก็คือ B-Boy ส่วนผู้หญิงจะเรียกว่า B- Girl อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ชาว B-Boy ก็คือ คนทั่วไปมักจะมองนักเต้นเหล่านี้ว่าเป็นเด็กที่ไม่ดี ไร้การศึกษา จับกลุ่มมั่วสุมกัน ทำกิจกรรม
ที่ไร้สาระ เป็นพวกขยะสังคม แต่ความเป็นจริงแล้ววัยรุ่นกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยเป็นเด็กที่มีการศึกษา มีความสามารถ แต่ว่าพวกเขาต้องการพื้นที่ในการแสดงความสามารถเท่านั้น ซึ่งเมื่อลองเข้าไปสัมผัสแล้วจะพบว่าล้วนเป็นเด็กที่มี
ความสามารถทั้งสิ้น เพราะกว่าที่จะเก่งได้ต้องมีการฝึกซ้อมกันนานหลายปี
      
       ทั้งนี้ พลังความสามารถของ B-Boy หรือว่า B-Girl เหล่านี้ได้ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมากมาย เป็นการประกาศให้ทั้งชาวไทยและต่างชาติรู้ว่าเด็กไทยก็มีความสามารถไม่แพ้ชาติใดเช่นกัน การฝึกซ้อมของนักเต้น
เหล่านี้โดยส่วนมากจะไม่มีครูสอนเต้นเฉพาะ แต่จะเป็นการสอนแบบพี่สอนน้อง เป็นการสอนทักษะการเต้นจากรุ่นสู่อีกรุ่น แล้วมีการพัฒนารูปแบบการเต้นไปเรื่อยๆ

น้องท็อป-กิตติฑัตย์ โควหกุล

       “กิตติฑัตย์ โควหกุล” หรือ น้องท็อป อายุ 18 ปี หนุ่มน้อยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์มัลติมีเดีย หนึ่งในสมาชิกทีม ROMEO ZERIOUS ที่เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการเต้น B-Boy ด้วยสีหน้าที่มีความมั่น
ใจว่า....
      
       “รู้จักกับการเต้น B-Boy มากว่า 5 ปีแล้ว เริ่มแรกไม่รู้จักสิ่งนี้เลย ถือว่าเป็นของใหม่สำหรับผม เพราะเมื่อก่อนการเต้นลักษณะนี้ยังไม่ดัง แต่เรามีความสุขกับการได้ลองทำกับสิ่งที่ไม่รู้จัก โดยส่วนตัวก็เป็นคนชอบทำอะไรที่
แปลกใหม่อยู่เสมอ แล้วก็ได้มาเจอกับเพื่อนๆ ที่มีใจรักเรื่องการเต้นเหมือนกัน จึงรวมกลุ่มกันตั้งเป็นทีมกับเพื่อน 6-7 คน”
      
       หลังจากที่มีการรวมทีมกันแล้วก็มีการฝึกซ้อมกันเพื่อที่จะออกแข่งขัน ซึ่งใช้เวลานานเหมือนกันกว่าทีมจะมีความพร้อม
      
       “ทีมเราค่อนข้างที่จะแตกต่างกับทีมอื่นตรงที่พวกเราจะสื่อรูปแบบการเต้นออกมาให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ไม่มีการกำหนดขอบเขตท่าเต้นที่ตายตัว โดยนำเสนอคาแร็กเตอร์ของตัวเอง เพราะพวกเรามองว่าการที่จะทำ
อะไรให้ได้ดีต้องไม่มีการฝืนตัวเอง ต้องทำออกมาจากใจ ทำออกมาจากตัวตน”
      
       การเต้นของทีม ROMEO ZERIOUS จะเป็นท่าที่มีการผสมผสานกันในหลากหลายรูปแบบ ใครเด่นในการเต้นอะไรก็นำเสนอท่าที่ตัวเองถนัดออกมา เช่น ใครถนัดท่า Headspin (การหมุนหัว) หรือถนัดสเต็ปเท้าก็ใช้
ความสามารถตรงนี้ จากการที่มีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเองทำให้น้องๆ เหล่านี้สามารถชนะใจกรรมการมาหลากหลายเวที เช่น การประกวด “Battle of the Year Thailand 2006” ได้อันดับ 2 หรือ ประกวด Siam Hiphop
Underground และมีออกไปประกวดต่างประเทศด้วย
      
       นอกจากการแข่งขันตามเวทีต่าง ๆแล้ว น้องท็อป เล่าด้วยรอยยิ้มว่า การเต้นยังทำให้เขาเข้ามาเป็นดาราโดยไม่รู้ตัว จากการทาบทามของผู้กำกับชื่อดัง
      
       “ต้องย้อนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปว่า เริ่มแรกได้มาเล่นละครเวทีเรื่องชายกลางก่อน แล้วหลังจากนั้นก็มีการติดต่อมาให้เล่นภาพยนตร์เรื่อง “ช็อกโกแลต” ของปรัชญา ปิ่นแก้ว เราก็เลยตัดสินใจเล่นเรื่องนี้เลย เพราะคิดว่าเป็นโอกาสอันดี
อีกทั้งตัวละครมีบุคลิกใกล้เคียงกับตัวเอง และยังทำให้เราได้ใช้ความสามารถในเรื่อง การเตะ ต่อย และก็มีงานโฆษณาติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ อีกด้วย” น้องท็อป เล่า
      
       เมื่อถามว่ารู้สึกท้อบ้างไหม น้องท็อป ตอบว่า มีท้อมีเหนื่อยบ้าง แต่เมื่อมีความรู้สึกชอบเป็นพื้นฐานก็จะสนุกกับงานตรงนี้ และจะเต้นต่อไปเรื่อยจนได้เป็นที่ยอมรับของสังคม
      
       อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจ ก็คือ นอกจากการเต้นที่เป็นกิจกรรมยามว่างแล้วยังทำให้น้องๆ นักเต้นเหล่านี้มีรายได้จากการออกงานโชว์ต่างๆ การประกวดแข่งขัน งานโฆษณา ซึ่งรายได้จะอยู่ที่ประมาณ 7,000-10,000 บาทต่อ
งาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นรายได้ที่ดีทีเดียว
 
น้องไผ่-“พริ้วไผ่ เพชรคุ้ม”
 

       ด้านน้องไผ่-“พริ้วไผ่ เพชรคุ้ม” อายุ 16 ปี ที่มีความสนใจด้านการเต้น B-Boy มากว่า 5 ปี เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า สนใจการเต้นนี้มาตั้งแต่ ป.6 โดยเริ่มแรกจากการดูทีวี อินเทอร์เน็ต แล้วเกิดความชอบ จากตอนแรกก็ลองผิดลอง
ถูกอยู่ที่บ้านคนเดียว หลังจากนั้น ก็ได้มารู้จักกับเพื่อนๆ ที่มีใจรักเหมือนกัน จึงได้รวมทีมขึ้นมา
      
       “B-Boy ครั้งแรกมันเป็นอะไรที่แปลกและใหม่สำหรับผม จึงอยากลองเข้ามาสัมผัส เพราะรู้มาว่าการเต้น B-Boy คือ การทำอะไรที่ไม่ต้องมีแบบแผน มีความเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องเสแสร้ง โดยการเต้นที่นำเอาคา
แร็กเตอร์ของเราออกมาผสมผสานกับเพื่อนคนอื่นให้เกิดความลงตัว”
      
       ส่วนคำถามว่า มาทำแบบนี้แล้วส่งผลกระทบกับการเรียนหรือไม่ อย่างไร?
      
       น้องไผ่ให้ความเห็นว่า...“ไม่มีผลเสียต่อการเรียน เพราะได้มีการแบ่งเวลาแล้วและเกรดของผมก็ไม่เคยต่ำกว่า 3 โดยก่อนที่จะมาซ้อมเต้นเราก็ต้องทำการบ้านให้เรียบร้อยก่อน ผมมองว่า การทำกิจกรรมควบคู่กับการเรียนทำให้
เราได้อะไรหลายๆ อย่าง ได้ทั้งเพื่อน ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เราไม่สามารถหาได้จากในห้องเรียน”
       

       เช่นเดียวกันกับสาวน้อย B-Girl “ณฐิติ กฤษเชิด” หรือโย ที่กล่าวถึงแรงบันดาลใจของการก้าวเข้ามาเต้น B-Boy ว่า เกิดจากความสนใจและใจรักเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าตัวเองจะเป็นผู้หญิงแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร
ทุกคนมีความเสมอภาคกันหมด
      
       “ถึงแม้ว่าปัจจุบันการเต้น B-Boy จะเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับผู้หญิง บางคนอาจจะยังไม่กล้าเดินเข้ามา เพราะคิดว่าส่วนใหญ่ก็มีแต่ผู้ชาย ตอนแรกโยก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่เราก็อาศัยความกล้า ดีที่มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งมาชวน
เราจึงตัดสินใจเข้ามา แรกๆ ก็กลัวๆ กล้าๆ เหมือนกัน แต่เราต้องมั่นใจและหมั่นฝึกซ้อมอยู่เสมอ ฝีมือของเราก็จะพัฒนา การเต้นนั้นจะไม่มีการแยกว่าเป็นหญิงหรือว่าชาย แต่เราจะวัดกันที่ความสามารถมากกว่า”
      
       โย ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า จริงอยู่ที่ความเป็นผู้หญิงทำให้มีอุปสรรคบ้างในการเต้น เพราะบางท่าอาจจะโลดโผนหรือว่าอันตรายจนเกินไป ซึ่งคนเล่นก็ต้องเซฟตัวเองโดยไม่ฝึกในท่านั้น
      
       ...เห็นอย่างนี้แล้วเชื่อแน่ว่า ชาว B-Boy B-Girl ทั้งหลายต่างเป็นผู้ที่มีความสามารถไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือว่าชาย เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะฝึกฝนและพัฒนาได้ 
ความเป็นมาของ B-Boy
คำว่า B-Boying นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาของชนชาติแอฟริกัน คือ คำว่า Boioing หมายความว่า กระโดด,โลดเต้น และถูกใช้ในแถบ Bronx Riverในการเรียก รูปแบบการเต้นเบรกกิ้งของกลุ่มชาวบีบอย ตัว B ในคำว่า Bgirl : Bboy นั้นย่อมาจาก Break-Girl : Break-Boy(บางทีก็หมายถึง Boogie หรือ Bronx) B-Boying นั้นยังเป็นที่รู้จักในชื่อ เบรกกิ้ง หรือ เบรคแด๊นซ์ (อันหลังได้รับการบัญญัติโดยสื่อมวลชน)

Breaking นั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Rocking มาก่อน เป็นการสะท้อนของอิทธิพลจากชนชาวแอฟริกัน อเมริกัน หรือวัฒนธรรมชาวลาติน(เปอโตริกัน)ซึ่งมาพร้อมกับการอพยพ และ ปักฐานที่กรุงนิวยอร์กในช่วงปลายยุค60นั่นเอง"เบรกกิ้ง" เป็นการเต้นที่ได้รับอิทธิพลจากการเต้นหลากหลายรูปแบบ ทั้งท่วงท่าจากกีฬายิมนาสติก รวมถึงจากศิลปะการเคลื่อนไหวของโลกตะวันออกอีกด้วย เป็นที่คาดคิดกันว่า เบรคกิ้ง หรือเบรคแด๊นซ์นั้นมีรากฐานมาจาก
คาโปเอร่า หรือ Capoeira คำว่า เบรค (Break)-นั้นเป็นช่วงของจังหวะดนตรีที่ดุดันและเร้าใจ ในช่วงจังหวะนี้เหล่านันเต้นจะแสดงอารมณ์ด้วยท่าเต้นที่จะดึงดูดสายตาที่สุดเลยทีเดียวเรียกว่ามีอะไรก็เอามาโชว์ให้หมด Kool DJ Herc เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในการขยายช่วงจังหวะนี้ให้สนุกมากขึ้นด้วยเทิร์นเทเบิ้ลถึงสองตัว โดยเล่นแผ่นเสียงพร้อมกันทั้ง2เครื่องและใช้แผ่นเสียงเพลงเดียวกัน ใช้เทคนิคถูแผ่นต่างๆกันไปซึ่งนักเต้นสามารถจะถ่ายทอดท่าเต้นได้นานกว่าเดิม ที่มักจะเป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาที ในระยะแรกๆนั้นการเต้นจะเป็นท่า upright ที่ภายหลังเป็นที่รู้จักกันใน
ชื่อ top rocking เป็นท่ายืนเต้น ซึ่งมีอิทธิพลมาจาก Brooklyn uprocking, การเต้นแท็ป , lindy hop , ซัลซ่า, ท่าเต้นของ Afro Cuban, ชนพื้นเมืองแอฟริกันและชนพื้นเมืองชาวอเมริกัน และก็ยังมีท่าท๊อปร็อคแบบ Charleston ที่เรียกว่า"Charlie Rock" อิทธิพลอีกอย่างนั้นมาจาก James Brown กับผลงานเพลงยอดฮิต Popcorn (1969) และ Get on the Good Foot (1972) จากท่าเต้นที่เต็มไปด้วยพลังและรูปแบบที่โลดโผนสนุกสนาน ผู้คนจึงเริ่มที่จะเต้นในแบบ GoodFoot

ในขณะ ที่การต่อสู้กันด้วยลีลาท่าเต้นเริ่มจะกลายมาเป็นประเพณีการเต้น Rocking หรือ Breaking นั้นก็เริ่มจะแทรกซึมเข้ามาสู่วัฒนธรรมฮิปฮอป (ปะทะกันด้วยความสร้างสรรค์ไม่ใช่ด้วยอาวุธ) และมันเริ่มพัฒนาท่าเต้นที่เริ่มหลากหลายขึ้น ทั้งการย่ำเท้า การสับขา การลากเท้า และท่วงท่าที่จะใช้ปะทะกัน คือมีดีอะไรก็นำมาโชว์และเป็นที่มาของท่า footwork (floor rocking) และ freezesFloor rocking มีอิธิพลมาจากภาพยนตร์แนวต่อสู้ ในช่วงปลายยุค
70, การเต้นแท็ป (  ฟุตเวิร์กแบบชาวรัสเซีย,การตบ, การกวาดตัวเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว, ท่าล้อเกวียน ) และท่าอื่นๆ ซึ่ง Floor rocking ได้เข้ามาเป็นท่า เต้นหลักเพิ่มขึ้น จาก toprocking ในช่วงการเต้นขึ้นลงสู่พื้น เรียกว่า การ godown หรือ การ drop ยิ่งทำได้ลื่นไหลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

Freezes นั้นมักใช้ในเป็นท่าจบ ซึ่งมักจะใช้เป็นท่าล้อเลียนหรือท้าทายฝ่ายตรงข้ามหรือคู่ต่อสู้ ท่าที่ยอดฮิตก็คือ chairfreeze และ babyfreeze ท่า chair freeze นั้นกลายเป็นท่าพื้นฐานของหลายๆท่าเพราะว่าระ
ดับความยากง่ายของท่าที่ต้องใช้ความสามารถพอตัว คือ การใช้มือ แขน ข้อศอกในการพยุงตัวในขณะที่เคลื่อนไหวขาและสะโพกเป้าหมายหลักในการปะทะ หรือ Breaking Battle นั้นก็คือ เอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยท่าที่ยากกว่า สร้างสรรค์กว่า และรวดเร็วกว่าในทั้งจังหวะและการFreezesซึ่งก็เป็นสิ่งที่ Breaking crews หรือกลุ่มของนักเต้นนั้น
เข้ามารวมตัวกันและช่วยกันฝึกฝนและคิดค้นท่าใหม่ๆ เพื่อเอาชนะกลุ่มอื่นๆกลุ่มบีบอยที่เป็นที่รู้จักในช่วงแรกๆ คือ กลุ่ม Nigga Twins และกลุ่มอื่นๆอย่างเช่น TheZulu Kings, The Seven Deadly Sinners, Shang-hai Brothers, The Bronx Boys, Rockwell Association,Starchild La -Rock,Rock Steady Crew and the Crazy Commanders
(CC step) เรียกได้ว่าพวกเขาเป็นผู้บุกเบิกวงการนักเต้นบีบอยยุคแรกๆ ช่วงที่การเต้นแบบนี้เริ่มพัฒนาจนมีเอกลักษณ์ น่าสนใจและสร้างนักเต้นที่เป็นที่รู้จักนั่น ก็คือช่วงกลางยุคปี 70 ก็ได้แก่นักเต้นอย่าง Beaver, Robbie Rob(Zulu Kings), Vinnie, Off (Salsoul), Bos (Starchild La Rock), Willie Wil,Lil' Carlos (Rockwell Association), Spy, Shorty (Crazy Commanders),Jame Bond, Larry Lar, Charlie Rock (KC Crew), Spidey, Walter (Master Plan) ฯลฯกลุ่มบีบอยใหญ่ๆที่ทำใหศิลปะการปะทะกันด้วยเบรคแด๊นซ์นี้ไม่หายไปก็คือการปะทะกันระหว่างกลุ่ม SalSoul (เปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น The DiscoKids)กับกลุ่ม Zulu Kings และระหว่างกลุ่ม Starchild La Rock กับ
Rockwell-Association ในขณะนั้น เบรคกิ้ง หรือ เบรคแด๊นซ์ ยังมีแค่ท่า Freezes,Footworks and Toprocks และ ยังไม่มีท่า Spins!ในช่วงปลายยุค 70 กลุ่มบีบอยรุ่นเก่าๆเริ่มที่จะถอนตัวกันไปและบีบอยรุ่นใหม่ๆก็เริ่มเข้ามาแทนที่ และ คิดค้นสร้างสรรค์ท่าและรูปแบบการเต้นใหม่ๆขึ้นเช่น การหมุนทุกๆส่วนของร่างกาย เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน เช่นท่า Headspin, Continues Backspin หรือ Windmill และอื่นๆอีกมาก ที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนามาเรื่อยๆ

ในช่วงยุค 80 มีกลุ่มบีบอยหลายๆกลุ่มที่โด่งดังในกรุงนิวยอร์ก ได้แก่'Rock Steady Crew' , 'NYC Breakers' , 'Dynamic Rockers' , 'United StatesBreakers' , 'Crazy Breakers' , 'Floor Lords' , 'Floor Masters' , 'Incredible
Breakers' , 'Magnificent Force' ฯลฯ บีบอยที่เก่งช่วงนั้นก็เช่น Chino, Brian,German, Dr. Love (Master Mind), Flip (Scrambling Feet),Tiny (IncredibleBody Mechanic) ฯลฯ.

การปะทะกันที่ยิ่งใหญ่มากในตอนนั้น เป็นการปะทะกันระหว่างRock Steady Crew กับ NYC Breakers และระหว่าง Rock Steady Crewกับ Dynamic Rockers และในช่วงปลายยุคปี80การปะทะกันระหว่างกลุ่มเหล่านี้ก็เริ่มดึงดูดสายตาเหล่าสื่อมวลชนและในปี1981 ช่องABCได้ถ่ายทอดการแสดงของ Rock Steady Crew
ที่ Lincoln Center และในปี1982 การปะทะกันระหว่าง Rock Steady Crew กับ--Dynamic Rockers ได้รับการบันทึกเป็นสารคดี ในชื่อ "Style Wars" และได้รับการถ่ายทอดอย่างเป็นทางการจากช่อง PBS ซึ่งก็ทำให้ การเต้นเบรกกิ้งเดินทางไปสู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา และในปีเดียวกันนั้น "Roxy" คลับโรลเลอร์สเก็ตดิสโก้ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็น คลับฮิปฮอป.

ปี1983 ภาพยนตร์ "Flashdance" เป็นที่นิยมอย่างมาก และ มิวสิควีดีโอของMalcolm McLarens ที่ชื่อ "Buffalo Gals" ก็ได้ฉายออกทีวี Rock Steady Crew นั้นได้มีส่วนร่วมแสดงในทั้งสองเรื่องและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก      จากความสำเร็จของทั้งภาพยนตร์และเพลงสำหรับคนทั่วไปแล้วการเต้น ?เบรคกิ้ง?นั้นเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน และน่าตื่นตาตื่นใจ และในปีเดียวกันนั้น ภาพยนตร์เรื่อง"Wild Style" ก็ออกฉายและมีการโปรโมตภาพยนตร์ ซึ่งเป็นการออกทัวร์ครั้งแรกของชาวฮิปฮอป มีทั้ง The MCs, DJs, Graffiti artists และ Breakers เดินทางไปโปรโมตที่ London และ Paris การออกโปรโมตครั้งนี้นั้นเป็นครั้งแรกที่โชว์เบรคกิ้ง ได้เปิดการแสดงสดในทวีปยุโรปในปี1984 ภาพยนตร์เรื่อง"Beat Street" เปิดตัวฉายและกลุ่มบีบอยที่ได้แสดงในเรื่องก็คือ Rock Steady Crew, NYC Breakers และ Magnificent Forceและในช่วงการแสดงปิดท้ายงาน LA Olympic Summer Games เป็นการแสดงของบีบอย และ บีเกิร์ลกว่า 100คน! และในปีเดียว กัน "Swatch Watch NYC Fresh Tour"ก็ออกฉาย และภาพยนตร์ชื่อ "Breakin" ก็เริ่มถ่ายทำในปี1985 และต่อด้วย"Breakin 2: Electric Boogaloo" ทั้งสองเรื่อง ถ่ายทำในไนท์คลับชื่อ "Radio" (ภายหลังชื่อ "Radiotron") ใน LA' Breakin' หรือ Breakdance' ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยและแฟชั่น เห็นได้จากโฆษณา ผลิตภัณฑ์นม,RightGuard, Burger King ฯลฯ และรายการทีวี อย่าง Fame, That's Incredible!,David Letterman ฯลฯ ทั้งนี้กลุ่มบีบอยยังได้รับเกียรติให้เป็นแขกกิตติมศักดิ์ของเจ้าชาย ของ Bahrain และQueen Elizabeth อีกด้วยจวบจนปัจจุบัน "บีบอย" ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฮิปฮอป และได้รับความนิยมไม่ว่าจะเป็นมุมไหนของโลก การสร้างสรรค์ลีลาการเต้นที่ เป็นสนุกสนานก็ยังคงดำเนินต่อไป.......


หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่กด
http://amazing.yetbo4ever.com/99flava/